แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขนมไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขนมไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ขนมหม้อแกงถั่ว



มีเพื่อนคนไทยมาเที่ยวบ้านแล้วบ่นอยากทานขนมหม้องแกง นึกได้ว่าเคยทำมาแล้วครั้งนึง ผลลัพธ์ดี

ได้โอกาสเกิดอีกแล้ว ทำโชว์ซะเลย ใจก็อยากทานด้วยน่ะค่ะ ครั้นจะทำทานคนเดียวก็กระไรอยู่ นี่มีเพื่อนอยากทานด้วยก็เอาได้ฤกษ์พอดี

ได้สูตรมาจากเว็บบล็อกอาหารบล็อกหนึ่ง แต่หาไม่เจอแล้วอ่ะค่ะจะแนะนำซักหน่อย สุตรนี้ลองทำมาสองครั้งแล้วอร่อยดี ทำไม่ยากด้วยค่ะ ลองให้เพื่อนทานมาสองครั้งบอกว่า อร่อย ไม่หวานมาก ไม่แห้งและไม่แฉะ กำลังพอดี ลองทำดูนะค่ะ

มาดูส่วนผสมกัน
1. ไข่ 4 ฟอง
2. น้ำตาลปี๊บ 1 ถ้วย (ใครไม่มีน้ำตาลปี๊บให้ใช้ light brown sugar แืทน แต่อาจจะต้องลดหรือเพิ่มส่วนลงหน่อยนะค่ะ อันนี้ต้องกะเองค่ะแล้วแต่ชอบหวานแค่ไหน)
3. หัวกะทิ 1 ถ้วย
4. ถั่วทอง 1 ถ้วย
5. เกลือนิดหน่อย
6. ใบเตย 2-3 ใบ (ไม่มีไม่เป็นไร)
7. หอมแดง 1/4 ถ้วย

วิธีทำ
1. นำถั่วทองไปแช่ไว้ก่อนจนถั่วพองดี แล้วนำไปนึ่ง ส่วนดิฉันดิฉันนำเข้าไมโครเวฟเลยค่ะ ไวดี นำเข้าไปโครเวฟจนสุก แล้วบด จะบดให้ละเอียดหรือบดพอหยาบก็ได้แล้วแต่ชอบค่ะ ดิฉันชอบแบบหยาบ ๆพอเคี้ยวเจอถั่วหน่อย ๆ
2. นำไข่และน้ำตาลปี๊บมาผสมกัน ใช้ใบเตยช่วยในการขยำจนเกิดฟอง (ถ้าไม่มีก็ไม่ต้อง )
3. นำหัวกะทิลงไปผสม คนให้เข้ากัน เติมเกลือนิดหน่อย ใส่ถั่วบดลงไป กวนให้เข้ากัน
4. ซอยหัวหอมให้ละเอียด นำไปเจียวให้เหลือง ตักหอมเจียวขึ้นพักไว้ เหลือน้ำมันไว้ในหม้อ
5. จากนั้นนำส่วนผสมใส่สงไปในหม้อหรือกะทะที่มีน้ำมันที่เหลือจากเจียวหัวหอม ตั้งไฟอ่อนๆ กวนจนส่วนผสมข้นขึ้น แต่ไม่ถึงกับแห้งเพราะต้องนำเข้าเตาอบอีก ขั้นตอนนี้ต้องระวังนิดนึง


6. เปิดเตาอบที่ 350F นำพิมพ์ที่ใช้อบทาน้ำมันเล็กน้อย ใส่ส่วนผสมลงไป ดิฉันใช้ถาดใบหนึ่งใส่น้ำเล็กน้อย แล้วนำพิมพ์ที่ใส่ขนมวางซ้อนลงไปอีกที แล้วจึงอบเพื่อไม่ให้หน้าขนมแห้ง อบจนสุก หน้าขนมเหลืองสวย หรือประมาณ 20 นาที
7. เมื่อขนมสุก นำหัวหอมที่เจียวเอาไว้มาโรยหน้า



ลองทำดูซักครั้งแล้วจะรู้ว่าทำไม่ยาก ทีนี้คิดถึงเมืองไทยเมื่อไหร่ ก็มีขนมไทยอร่อย ๆทาน ช่วยให้หายคิดถึงเมืองไทยได้เหมือนกันนะ

วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ข้าวเหนียวมะม่วง สูตรข้าวเหนียมูนด้วยไมโครเวฟ


ตอนนี้มีมะม่่วงหว๊านหวาน (honey mange) มาขายเกลื่อนตลาดเอเชียในอังกฤษเห็นแล้วก็อดนึกถึงข้าวเหนียวมะม่วงไม่ได้
เคยทำข้าวเหนียวมูนด้วยไมโครเวฟหลายครั้งได้ผลดีค่ะ พอดีเปิดเจอ ที่นี่ค่ะ มีทั้งภาพและวิธีทำอย่างละเอียด(ขอบคุณเจ้าของสูตรนะค่ะ)วันนี้เลยขอนำผลงานมาลงไว้ซักหน่อย

ส่วนผสม มี ข้าวเหนียว, น้ำเปล่า, น้ำตาล, และกะทิใช่แค่ 1/4 ถ้วยกับอีกนิดหน่อยเพื่อทำกะทิราดหน้าค่ะ

วิธีทำ สามารถดูภาพวิธีทำได้ ที่นี่
- ก่อนอื่นซาวข้าวเหนียวล้างให้สะอาด ตวงข้าวเหนียวในถ้วยตวง 3/4 ถ้วยแล้วเติมน้ำเข้าไปจนเต็ม 1ถ้วยตวง
- จากนั้นนำเข้าไมโครเวฟแบบไม่ปิดฝานาน 6 นาที จะได้เข้าเหนียวที่ยังไม่สุก ใช้ซ้อมกวนหน่อยนึง
- จากนั้นก็เติม น้ำตาลทราย 2 ชต เกลือ 1/2 ชช น้ำเปล่า 1/4 ถ้วย (จากภาพด้านบนจะเห็นว่าข้าวเหนียวมีสีเขียวดิฉันใช้น้ำใบเตยแทนน้ำเปล่าค่ะชอบกลิ่นบเตย) หัวกะทิ 1/4 ถ้วย คนๆๆ นำเข้าเวฟอีก 6 นาที ไม่ต้องปิดฝาน่ะค่ะ
- 6 นาทีผ่านไป ข้าวเหนียวเริ่มสุก แต่ยังไม่ใสให้ ใช้ส้อมคนกลับข้างล่างขึ้นข้างบนแล้วปิดฝานำเข้าไมโครเวฟอีก 2 นาที และแล้วก็ได้ข้าวเหนียวมูนน้ำกะทิในเวลาไม่นาน

วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ขนมชั้น






พอดีจะมีงานแต่งของญาติน่ะคะ่ ธรรมเนียมของชาวบังกลาเทศเค้าจะมีการจัดถาดตกแต่งแฟนซีให้สวยงาม เพื่อเป็นของขวัญสำหรับบ่าวสาว แต่ในท้ายที่สุดก็จะนำไปแจกคนที่มาในงานนั้นแหละค่ะดิฉันก็นั่งคิดนอนคิดว่าเอจะทำอะไรดีน้า ให้มันดูแปลกก็นึกถึงขนมชั้นรูปดอกกุหลาบ ก็เลยตามล่าหาสูตรดีทางอินเตอร์เน็ต ก็ไปเจอบล็อกของคุณ แม่ครัีวจอมมั่วนิ่ม เห็นมาหลายสูตรนี้ดูท่าทางทำง่ายและได้ผลลัพธ์ดี ขอขอบคุณเจ้าของสูตรนะค่ะ ใครสนใจตามไปดูได้ตามลิงค์ค่ะ ขออนุญาตนำสูตรลงไว้ในบล็อกตัวเองด้วยแล้วกันนะค่ะ ผลลัพธ์ดี นุ่มนิ่มดี ไม่หวานมาก หอมใบเตยและกะทิดีค่ะ ให้เพื่่อนๆลองชิมกัน ก็ชอบใจกันใหญ่ ถึงไม่ได้อยู่เมืองไทยก็ยังมีขนมไทยอร่อย ๆทานกัน อิๆๆ แต่ดิฉันทำออกมา มันไม่ใสเหมือนเจ้าของสูตรเค้า สงใสจะหยอดหนาไปรึเปล่าไม่แน่ใจ

ส่วนผสม
1. แป้งข้าวเจ้า 40 กรัม
2. แป้งมัน 100 กรัม
3. น้ำตาลทราย 180 กรัม
4. น้ำกะทิ 500 มล.
5. น้ำสะอาด 50 มล.
6. น้ำใบเตยคั้นข้นๆ 50 มล.
7. ถาดหรือพิมพ์สำหรับใส่ขนมทาน้ำมันพืชบางๆ ให้ทั่ว

วิธีทำ
- นำกะทิกับน้ำตาลตั้งไฟพอน้ำตาลละลาย และเดือดก็ปิดไฟ พักไว้ให้อุ่น
- นำแป้งทั้งสองชนิดผสมกัน แล้วนำกะทิจากหม้อ เทใส่แป้ง นวดเป็นก้อน แล้วค่อย ๆเทกะทิที่เหลือ นวดไปเรื่อยๆ ใส่แป้งกวนให้เข้ากันจนกะทิหมด ที่ดิฉันทำจะได้เป็นแป้งเหลว ๆ
- แล้วจึงแบ่งส่วนผสมออกเป็นสองส่วน ส่วนที่หนึ่งดิฉันใช้นำสะอาดใส่สีแดงแล้วผสมกลิ่นมะลิลงไปเล็กน้อย ไม่ใส่ก็ได้ค่ะ ส่วนที่สองใส่น้ำใบเตยคนให้เข้ากัน

ตอนทำใช้เวลาไม่นานแต่เสียเวลาตอนนึ่งน่ะค่ะ
วิธีทำ
- นำรังถึงใส่น้ำขึ้นตั้งไฟแรง พอน้ำเดือดวางถาดที่จะใช้นึ่งลงไป นึ่งถาดพอร้อนค่อยตักแป้งสีเขียวลงไปบางๆ 1 ชั้น ปิดฝานึ่งประมาณ 5 นาทีจนแป้งสุกใสจึงหยอดแป้งชมพูลงไปนึ่งต่อ 5 นาที ทำสลับสี จนครบ 9 ชั้น
ระวังอย่าให้น้ำในรังถึงแห้งด้วยนะคะ

นี่เป็นการทำขนมชั้นครั้งแรกในชีวิตเลย ผลออกมาก็ใช้ได้เลย ดิฉันก็หม่ำไปคนเดียวซะเยอะเชียว งานนี้ลืมเรื่องกลัวอ้วนไปก่อน เมนูนี้เกิดเลยค่ะ แบ่งให้เพื่อนทานชอบใจกันใหญ่ จัดเป็นเมนูหากินได้เลยค่ะ ฮิๆๆ

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2552

มันรังนก






ไปเดินหาซื้อของเข้าบ้าน ก็ไปเจอมันเทศ อยากทานขนมไข่นกกระทา ก็ซื้อมาตั้งใจจะทำ ถึงเวลาจริง ๆไปเห็นภาพขนมมันรังนกบนเน็ตเลย คิดว่าอืมมมม... อยากทานมั่ง เปลี่ยนใจกระทันหันเลยค่ะ ทำมันรังนกทานซะงั้น แถมยังมีติดไม้ติดมือไปฝากญาติด้วย

ใครอยากลองทำทานไม่ยากค่ะ ตามนี้เลย แต่จะบอกว่าสูตรนี้เป็นสูตรสำหรับคนไกลบ้าน วัตถุดิบส่วนผสมอาจจะไม่ตรงตามต้นตำรับซักเท่าไหร่แต่อร่อยใช้ได้เลยค่ะสูตรนี้ไม่เหมาะสำหรับมือใหม่นำคะ เพราะว่าไม่ได้บอกส่วนผสมตายตัว แต่ใครสามารถก็ลองทำดูก็ได้นะไม่ยาก ส่วนตัวดิฉันก็ทำครั้งแรกเหมือนกันตามสูตร

ส่วนผสม
มันเทศจำนวนตามต้องการเลยค่ะ ดิฉันใช้ 2 หัวค่ะ
น้ำมันสำหรับทอดมัน
น้ำเชื่อม (Litgt Corn Syrub) ตอนใส่ไม่ได้นับด้วยว่าใส่ลงไปเท่าไหร่น่ะซิลองดูคำแนะนำในวิธีทำนะค่ะ
เกลือ หยิบมือ
เนย ซัก 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำเล็กน้อย
ต้องขออภัยด้วยค่ะที่ไม่ได้มีส่วนผสมที่ตายตัว เพราะว่าดิฉันส่วนมากจะทำขนมแบบกะ ๆเอา แต่จะมีคำแนะนำในวิธีทำอ่านต่อนะ
วิธีทำ
1. นำมันเทศมาขูดเป็นเส้นยาว ๆ
2. นำไปทอดในน้ำมันค่อนข้างเยอะนะค่ะ ทอดจนเหลืองสวย นำมาพักไว้จนสะเด็ดน้ำมัน
3. จากนั้นมาทำส่วนของน้ำตาลที่จะคลุกกับมัน ก่อนอึ่นต้องดูว่าเราใช้มันเยอะแค่ไหน น้ำเชื่อมที่จะนำมาคลุก ต้องกะพอที่จะคลุกขนมทั่ว ไม่มากไม่น้อยเกินไป อย่าให้ช่ำเกินไปเพราะเวลาแห้งมันจะแข็งและทำให้หวานมากเกินไป กะปริมาณพอจะคลุกขนมได้ทั่วๆ น่ะค่ะไม่ต้องถึงขนาดชุ่ม เอาพอมีน้ำตาลติดทั่วๆมันที่ทอดแล้วน่ะค่ะ
4. เติมน้ำเล็กน้อย น้ำเชื่อม และเกลือ คนให้เข้ากัน ตั้งไฟจนสีน้ำเชื่อมเข้มขึ้นเล็กน้อย จะเดือดเป็นฟองฟ๊อด แล้วใส่เนยซักประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ดิฉินชอบเพราะทำให้มีกลิ่นหอม ตังไฟจน ลักษณะของน้ำเชื่อมที่จะคลุกจะเริ่มหนึดๆแต่ไม่ถึงกับเหนียว ต้องระวังหน่อยนะค่ะ เพราะว่า เวลาที่เราคลุกแล้วพอเย็นมันจะแข็งขึ้นอีก แล้วนำมันที่ทอดแล้วลงไปคลุกเร็ว ๆให้ทั่ว แล้วยกลง
5. ยกลงจากเตาแล้วแบ่งเป็นคำ ๆลักษณะคล้ายรังนก ทิ้งไว้จนเย็น จะแข็งจับตัวกัน
ข้อแนะนำ
1. ถ้าใครมีน้ำตาลปี๊บก็ควรใช้น้ำตาลปี๊บค่ะ เพราะว่าเวลาใช้ไซรับเนี่ย ความเห็นส่วนตัวคือมันจะเหนียวเวลาทานติดฟันเหมือนทานทอฟฟี่
2. สูตรที่ให้จะได้รสคาราเมลบัตเตอร์ค่ะ
3. ให้สูตรไว้เป็นไอเดียค่ะ สำหรับคนที่เคยทำแล้วจะพอกะถูก แต่สำหรับมือใหม่ แนะนำให้ลองหาสูตรที่บอก4. ส่วนผสมตายตัวแล้วจะง่ายกว่าค่ะ
ใครที่ชอบให้มีกลิ่นก็เติมกลิ่นสตอเบอรี่ ช็อกโกแลต กล้วยหอม หรืออะไรก็ได้ตามชอบเลยค่ะ

ขนมอาลัว





นอนไม่หลับอ่ะค่ะ ตื่นปุ๊บเปิดเน็ตปั๊บ ว่าแล้วก็คิดถึงบล็อกไม่ได้อัปเดทหลายวัน วันนี้เลยนำสูตรขนมอาลัวที่ดองไว้มานานว่าจะนำมาลงหลายครั้งก็ลืมทุกที ใครสนใจทำตามนี้เลยค่ะ ได้สูตรนี้จากอินเตอร์เน็ต จำไม่ได้ค่ะว่าของใคร ยังไงขอบคุณท่านอาจารย์ผู้สอนด้วยแล้วกันนะค่ะ ทำตามสูตรนี้ออกมาได้ภาพข้างบนนี้เลยจ้า

ว่าแล้วก็มาดูสูตรกัน
ส่วนผสม
แป้งสาลี 10 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1, 1/4 ถ้วย
หัวกะทิ 1 1/4 ถ้วย
สีทำขนมตามชอบเลยค่ะ

วิธีทำ
1.ผสมแป้ง น้ำตาลทรายและหัวกะทิ คนให้เข้ากันจนน้ำตาลละลาย ตามสูตรบอกให้กรองด้วยผ้าขาวบาง แต่ว่า ไม่มีผ้าขาวบางนะค่ะ เลยไม่ได้กรอง
2.ยกส่วนผสมขึ้นตั้งไฟ ใช้ไฟปานกลางค่อนข้างอ่อน กวนไปเรื่อยๆ อย่าหยุด กวนจนแป้งสุก จะมีลักษณะใสไม่ขุ่น จากนั้นก็แบ่งแป้งเป็นส่วนๆ และใส่สีตามชอบ ใส่สีให้เข้มๆนิดนึงค่ะ ก็ได้ค่ะ เวลาโดนแดดแล้วสีขนมจะอ่อนลง
3. พักแป้งที่กวนสุกแล้วให้อุ่นๆ แล้วรองถาดด้วยใบตอง หรืออะไรก็ได้ค่ะที่ไม่ให้ขนมติด ส่วนตัวพลาดไปใช้กระดาษรองเค้ก ติดหนึบเลยแกยากมากเวลาอบเสร็จ จากนั้นหยอดลงบนถาด ที่แต่งหน้าเค้กหยอดเป็นอันเล็กๆ พอเสร็จ ตามสูตรบอกให้นำไปตากแดด ที่นี่ไม่มีแดดเท่าไหร่ค่ะ อยู่ไกลบ้าน เลยนำไปอบ ไปอ่อนๆ บอกไม่ถูกอ่ะค่ะ เพราะว่าจอมมั่วนิ่มเหมือนกัน ตามสูตรเค้าบอกให้อบไฟอ่อน ๆไม่บอกว่ากี่องศา ก็เลยมั่วไปเรื่อย อบ 60 องศาเซลเซียสบ้าง เดี๋ยว ๆก็ปรับเป็น 100 แล้วก็ปรับลดปรับเพิ่มอยู่อย่างเนี่ยน่ะค่ะ จนขนมแห้งข้างนอก แต่ข้างในนุ่ม ก็เปิดเตาเชคอยู่เรื่อยเหมือนกันค่ะ พอผิวขนมเริ่มกรอบก็นำออกมาผึ่งข้างนอกซักพัก ก็จะเป็นอย่างภาพที่เห็นหล่ะค่ะ
ปัญหาที่พบใครจะทำตามต้องระวังหน่อยนะค่ะ
1. เวลาหยอดยากเหมือนกัน คืออาจจะเป็นปกติ แต่ว่านี่ทำครั้งแรกก็เลยรู้สึกว่ายากน่ะค่ะเพราะแป้งมันหนึด
2. ตามสูตรเค้าบอกว่าให้รองด้วยใบตองไม่มีใบตองก็เลยนำกระดาษไขที่อบเค้กไปรอง ติดหนึบเลยแกะยากมากๆ บางทีก็ติดกระดาษออกมาด้วย จะเห็นว่าในภาพที่ก้นขนมไม่เรียบเพราะตอนแซะนั่นแหละค่ะอย่างที่บอกว่ามันติด ทีนี้ใครจะทำต้องระวังหน่อยนะค่ะ ยังไม่ลองหาวิธีอื่นที่จะไม่ให้ติดก้น เดี๋ยวคราวหน้าถ้าทำจะลองใช้แผ่น เบคกิ้งชีท เป็นแผ่นไฟเบอร์ไว้รองทอดหรืออบน่ะค่ะ ทำให้ขนมหรืออาหารไม่ติดพื้น ได้ผลยังไงจะมาบอกให้นะค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ตะโก้แห้ว





ช่วงนี้เป็นช่วงเทศการถือศีลอด พอช่วงเย็นเมื่อถึงเวลาละศีลอด จะรู้สึกอยากทานของหวานมาก ๆ นึกถึงขนมไทยโปรดตะโก้แห้ว ไปเจอสูตรทางอินเตอร์เน็ตที่ทำออกมาใช้ได้ เลยบันทึกไว้ซะเลย

ส่วนผสม
ตัวตะโก้
แป้งข้าวเจ้า ½ ถ้วย
แป้งมัน 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำเปล่า 1 ¾ ถ้วย
น้ำใบเตย ¼ ถ้วย
แห้วกระป๋องเล็ก 1 กระป๋อง
น้ำตาลทราย 1/3 ถ้วย
หน้าตะโก้
กะทิ 1 กระป๋อง
น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
แป้งข้าวเจ้า ¼ ถ้วย
เกลือป่น 1 ช้อนชา

วิธีทำ
1. หั่นแห้วเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า
2. ผสมแป้งมัน แป้งข้าวเจ้า น้ำตาลทราย จากนั้นเทน้ำเปล่าและน้ำใบเตยลงไป คนให้เข้ากันอย่าให้แป้งเป็นเม็ด
3. น้ำส่วนผสมแป้งขึ้นตั้งไฟ พอแป้งเริ่มข้นก็ใส่แห้วลงไป ตั้งไฟจนเดือด แล้วยกลง
4. ตักแป้งหยดลงในถ้วย
5. ทำส่วนผสมของหน้าตะโก้ ผสมหัวกะทิ น้ำตาลทราย เกลือป่น แป้งข้าวเจ้าเข้าด้วยกัน ตั้งไฟปานกลางค่อนข้างต่ำ คนจนส่วนผสมข้นแล้วยกลง
6. นำมาราดบนส่วนผสมแห้วที่หยอดไว้แล้ว ตกแต่งด้วยขนุนหรือ แห้ว

ทำไมยากเลย หลงซื้อทานซะนานเชียว

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สูตรลูกชุบ



ฝึกทำลูกชุบ ยังปั้นไม่สวย ก็ยังบังอาจเอามาให้ชาวบ้านดู สีก็ออกมาตลก แฮะๆๆ วันนี้รีบๆ ร้อนๆ ด้วยค่ะ เพราะพรุ่งนี้จะมีแขกมาบ้านแต่เช้าก็เลยต้องจัดเก็บเตรียมอาหารเตรียมขนมไว้ ก่อนจะลงมีทำอย่างอื่นก็คิดว่า ทำลูกชุบเล่นดีกว่า พอดีมีถั่วซีกอยู่ในตู้ ไปค้นเจอสูตรจาก ลิงค์นี้ค่ะ http://www.kruaklaibaan.com/forum/index.php?showtopic=7460

ส่วนผสม
◊ ถั่วเขียวเราะเปลือก ๔๐๐ กรัม
◊ กะทิกระป๋อง ๒ กระป๋อง
◊ น้ำตาลทราย ๓ ถ้วย
◊ วุ้นผง ๒ ช้อนชา
◊ น้ำลอยดอกมะลิ ๒ ถ้วย
◊ ไม้เสียบลูกชิ้น
◊ สีผสมอาหาร
◊ พู่กัน
◊ จานผสมสี

วิธีทำ

◊ ล้างถั่วซาวในน้ำเหมือนซาวข้าวให้สะอาด และแช่น้ำประมาณ ๑-๒ ชั่วโมง นำถั่วที่แช่มานึ่งให้สุก สังเกตจากเม็ดถั่วจะบานๆออกมา
◊ กะทิ ๒ กระป๋อง ประมาณ ๔ ๑/๒ ถ้วย
◊ ผสมถั่วนึ่งสุก กับน้ำกะทิ แบ่งลงปั่นในเครื่องปั่นให้ละเอียด
◊ ตั้งกระทะ ความจริงต้องใช้กระทะทอง แต่ไม่มี ก็ใช้เทฟล่อนแทนเอาค่ะ เทถั่วปั่นกับน้ำกะทิลงไป ตามด้วยน้ำตาลทรายทั้งหมด ตั้งไฟให้เดือด ในระหว่างนี้ต้องคนไปด้วยตลอดเวลา เดี๋ยวมันไหม้ที่ก้นค่ะ
◊ พอเริ่มเหนียวต้องเริ่มระวังมันจะกระเด็น เราจึงควรลดไฟซะหน่อย เคี่ยวไปจนกว่าแป้งจะแห้ง ร่อนไม่ติดกระทะ ต้องให้แห้งนะ ไม่งั้นเดี๋ยวปั้นไม่ได้ โมเมใช้เวลาทั้งหมด ๑ ชั่วโมง ๒๐ นาทีค่ะ ปล่อยให้เย็น จนพอปั้นได้จึงนวดให้เข้ากัน ต่อจากนี้ก็สวมวิญญาณนักปั้นได้เลยค่ะ
◊ ในระหว่างปั้นควรหาอะไรคลุมแป้งไว้ด้วย เดี๋ยวแป้งแห้ง จากนั้นก็ลงมือระบายสี
◊ ระบายสีเสร็จก็เริ่มนำไปชุบวุ้น แนะนำให้เรียงลำดับไปทีละแถว เพราะเราต้องทำอย่างน้อย ๓ รอบ เมื่อจบแถวสุดท้าย แถวแรกก็แห้งพร้อมจะชุบรอบ ๒ ได้ ทำจนวุ้นเคลือบได้เงาหนาจนเราพอใจ

วิธีทำวุ้น

◊ ผสมวุ้นกับน้ำลอยดอกมะลิ ถ้าไม่มีใช้กลิ่นมะลิหยดเอาค่ะ ไม่เสียหาย แล้วคนให้เข้ากัน ตั้งไฟกลาง หมั่นคนตลอดเวลาจนกระทั่งวุ้นใสเป็นมัน เหนียวพอติดพาย ก็เป็นอันใช้ได้ ลดให้เหลือไฟอ่อน ถ้ามีฟองสีขาวลอยขึ้นมาอย่าตกใจ ก็ช้อนมันทิ้งไปซะ โมเมใช้วิธีอุ่นไว้ตลอดเวลา เพราะไม่อย่างนั้นมันจะไม่จับตัวขนมให้สวย แต่ก็ห้ามให้ร้อนนะคะ บอกไม่ถูก ต้องคอยดู ถ้าเริ่มร้อนมากไปจะทำให้สีที่เราทาขนมไว้ ละลายออกมา ถ้าร้อนเกินไปก้อยกลงจากเตาก่อน พอจะเริ่มเย็นก็เอาไปอุ่นใหม่