แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขีด ๆ เขียน ๆ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขีด ๆ เขียน ๆ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ภาพบรรยากาศงานหมั้น และงานเมนดี (mehndi) ของชาวบังกลาเทศ

ภาพเวทีก่อนการมาของเจ้าบ่าวเจ้าสาวและแขกในงาน









ตามที่บอกไปครั้งที่แล้วว่าจะนำภาพบรรยากาศในงานวันเมนดี งานเพ้นท์มือเจ้าบ่าวเจ้าสาวก่อนถึงวันแต่งงาน มีภาพกระเช้าของฝากตามประเพณีบางส่วนมาให้ดูด้วย นี่เป็นงานเล็กๆ เพื่อเล่นสนุกสนานสำหรับญาติใกล้ชินดเท่านั้นค่ะ ส่วนงานวันแต่งงานเค้าก็จะจัดกันใหญ่โต และเชิญแขกนับพันคนเลยค่ะ แล้วจะนำภาพมาให้ดูวันหลังค่ะ

สถานที่จัดงานออกจะดูคับแคบ เพราะหาที่ในการจัดงานยากมากค่ะ ถ้าเป็นลอนดอนจะง่ายหน่อย เพราะมีฮอลล์สำหรับจัดงานพวกนี้เพียบ นี่เป็นเมือง horsham เมืองหนึ่งที่อยู่ทางตอนใต้ของอังกฤษ จะจัดงานสังสรรค์ก็ต้องเช่า community centre ซึ่งก็ไม่หรูหรา จะให้สวยก็ต้องจัดตกแต่งสถานที่กันเอาเอง แล้วการตกแต่งก็อย่างที่เห็นน่ะค่ะ ออกแนวลูกทุ่งหน่อยเพราะไม่ได้มีทีมงานมืออาชีพอะไร จัดกันเอง ก็สนุกสนานกันไป เพราะมีเฉพาะญาติสนิทเท่านั้น ส่วนจะจริงจังลงทุนเรื่องออกแบบสถานที่อาหาร หรือโต๊ะจีนก็โน่นเลยค่ะงานวันแต่งงานกระเป๋าแห้งกันเลยหล่ะค่ะ ฮิๆๆ

เค้กกระเช้าผลไม้ basket cake ของขวัญงานหมั้น




วันนี้ไม่มีสูตรมาบอก แต่มีผลงานชิ้นโบว์แดงมาอวด

เมื่อวานไปงานหมั้นของญาติ ซึ่งเป็นชาวบังกลาเทศ ตามธรรมเนียม เค้าจะมีการจัดงานเพื่อทำการเพ้นมือเจ้าบ่าวเจ้าสาว ด้วยเฮนนา หรือใบเทียนบ้านเราน่ะค่ะ ให้มีลวดลายสวยงามบนมือ ก่อนวันแต่งงาน

ในงานก็มีการจัดกระเช้าของขวัญไปให้ถ้าเป็นญาติฝ่ายเจ้าสาวก็จะจัดเตรียมไปให้ทางฝ่ายเจ้าบ่าว เรียกได้ว่าแข่งกันจัดถาดแฟนซีน่ะค่ะ ดิฉันทำเ็ป็นเค้กรูปตะกร้าผลไม้ ขอบอกว่า เกิดค่ะ แขกในงานชอบกันใหญ่เลย แอบเขินอยู่เหมือนกัน ไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ ไว้รอบหน้าจะนำภาพบรรยากาศในงานมาฝากกันค่ะ

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552

สุขสันต์วันอีดค่า...

เนื่องจากวันนี้ที่อังกฤษได้ประกาศให้วันที่ 20 กันยายน 2009 เป็น วันอีด นั่นหมายถึงหมดฤดูการถือศีลอดแล้วล่ะค่ะ ตามปกติตอนอยู่เมืองไทยก็จะเตรียมชุดใหม่สวย ๆแล้วก็ ทำขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้สำหรับแขกที่จะมาเที่ยวที่บ้านในวันอีด หรือเตรียมไว้สำหรับไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่น่ะค่ะ

ตอนนี้มาอยู่ไกลบ้าน ธรรมเนียมของทางคุณสามี เค้าจะไปรวมกันที่บ้านพี่คนโต หรือญาติผู้ใหญ่แล้วแต่ว่าใครจะเชิญน่ะค่ะ ปีนี้เราได้รับเชิญให้ไปรวมกันที่เมือง Kent ก็เกือบ ๆถึงลอนดอน ขับรถประมาณไม่ถึงชั่วโมงจากเมืองที่เราอยู่ แต่ละบ้านก็จะเตรียมขนมหรือของว่าง ๆ ติดไม้ติดมือไปด้วย

ดิฉันเลือกทำขนมหวานค่ะเพราะว่า แน่ใจว่าพี่ ๆเค้าคงทำพวกของว่างกัน พวกทอด ๆ น่ะค่ะ เลยคิดว่าเดี๋ยวไปตีกันแย่เลย ก็เลยทำให้ต่างไป เปิดตัวขนมไทยซะเลยค่ะ วันนี้ทำหลายอย่างด้วย และนี่ก็เป็นเหตุให้อดใจไม่ไหวที่จะนำมาให้เพื่อน ๆได้ดูกัน นี่เลย ...งามมะ





ลูกชุบ

ขนมถั่วกวน

วุ้นกะทิ


ขนมอาลัว

ทำหลายอย่างเลยค่ะ ก็มี ข้าวเหนียวตัดหน้ากะทิ, ขนมอาลัว, ลูกชุบ, ถั่วกวนคลุกมะพร้าว, วุ้นกะทิ ที่ทำยากหน่อยก็ลูกชุบแหละค่ะ นี่ทำรอบสองงามกว่าเดิมเยอะเลย มีสูตรลูกชุบดูที่นี่นะค่ะ ขนมถั่วกวนก็ใช้ไส้ลูกชุบเลยค่ะ แค่คลุกมะพร้าวอย่างเดียว ส่วนขนมอื่นๆ วันนี้ดูภาพก่อนเล้วกันเนอะ ไว้จะรีบมาบอกสูตร ให้วันหลังนะค่ะ เพราะว่าวันนี้ดึกมากแล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าด้วย

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2552

เรื่องขำขัน ของกระทงทอง

ล่าเตียง
กระทงทอง


ได้ยินชื่อคงนึกหน้าตาของว่างเบา ๆแบบไทยนี้ออก วันนี้มีสูตรพร้อมด้วยเรื่องขำ ๆ มาเล่าให้ฟัง

เมื่อวานได้รับเชิญให้ไปงานละศีลอด ซึ่งดิฉันก็ตกลงกับเจ้าของบ้านว่าจะทำของว่างแบบไทย ๆ ไปแจมด้วย ก็ตกลงว่าจะทำให้แขกที่มาประมาณสามสิบสี่สิบคน

ดิฉันเลือกทำเป็นกระทงทอง กับ ล่าเตียงหรือ หลุ่ม แล้วแต่ใครจะเรียกน่ะค่ะ ปัญหาเกิดกับกระทงทองค่ะ เรื่องมีอยู่ว่า

ตามปกติคนไทยเราจะแก้ด้วยของหวาน แต่ว่าที่ได้รับเชิญเนี่ยเป็นชาวบังกลาเทศคะ เค้าจะไม่ละศีลอดด้วยของหวาน ส่วนมากอาหารในวันนั้นจะเป็นพวกของว่าง เช่น ซามูซา มะเขือม่วงทอด กะบาบ ออกแนวของว่าซะส่วนใหญ่ซึ่งก็รวมของว่างแบบไทยที่ดิฉันจำไปแจมด้วย

พอถึงเวลาละศีลอด ก็เริ่มแจกอาหารกันตามระเบียบแหละค่ะ แต่ละคนก็สนุกสนานกับอาหารในจานของตัวเอง ซักพักได้ยินเสียงหัวเราะดังลั่น คนอื่นๆ ก็เดินไปรวมกัน ถามว่า "อะไรเหรอ " ปรากฏว่ามีคนนึงที่ร่วมในงาน นั่งควักใส้กระทงทองกินแล้วทิ้งตัวกระทงที่กรอบๆน่ะค่ะ แฟนดิฉันเกิดอาการทนไม่ได้มั้งค่ะ ก็ถามว่าทำไมกินแบบนั้นอ่ะ เสียดาย ปรากฏว่า พี่แกตอบว่า อ้าวนึกว่ากระดาษ ด้วยความที่แกฝังใจน่ะค่ะ ว่าดิฉันชอบทำเค้ก แกรู้ว่าเนี่ยเป็นของว่างที่ดิฉันทำ ก็เลยคิดว่าดิฉันคงทำอะไรออกมาให้ดูเหมือนเค้ก พี่แกไปจินตานาการเป็นแบบคัพเค้กน่ะค่ะคงนึกออกนะค่ะแบบว่าจะมีถ้วยกระดาษรองก้นอยู่ ก็เลยตักแต่ไส้ทานคิดว่าทานไม่ได้ เท่านั้นแหละ ... ขำกันก๊าก...

จริง ๆคนอื่นนั่งหัวเราะกันดิฉันก็ มาคิดทบทวนว่า นี่ฉันทำเค้กบ่อยจนไปหลอนชาวบ้านเลยเหรอเนี่ย หุๆๆ

ใครอยากลองทำทานเองไม่ยากคะ ดูสูตรล่าเตียงได้ ที่นี่ค่ะ ส่วนสูตรกระทงทอง ที่นี่ค่ะ

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เที่ยวอินเดียที่ southall ลอนดอน

เมื่อวานไปละศีลอดไกลถึงลอนดอน ขับรถจากบ้านถึงที่นั่นก็ประมาณ ชั่วโมงเศษ ชาวบังกลาเทศเค้าจะมีธรรมเนียม ในเดือนรอมฎอนที่ชาวมุสลิมถือศีลอดกันนั้น แม่ยายจะต้องให้เงินเพื่อการละศีลอดอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ในเดือนนั้น น้องชายของแฟนได้จากแม่ยายเค้า ก็เลยได้ทีของพวกเรา นัดรวมตัวกันอีกตามเคย

เราเลือกที่จะไปที่ Southall London เป็นแหล่งตลาดเอเชียที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่หนึ่งในลอนดอน ประมาณไชน่าทาวน์แหละค่ะ แต่นี่เป็นอินเดียนทาวน์อะไรทำนองนั้นน่ะค่ะ มีสินค้า ร้านค้าต่าง ๆมากมายเลย ส่วนมากจะเป็นพวกเสื้อผ้าเครื่องประดับ ของใช้ต่าง ๆที่ใช้งานปาร์ตี้ งานแต่งงาน ร้านอาหาร จิปาถะเยอะแยะไปหมด

จริง ๆดิฉันไปมาสองครั้งแล้วค่ะ เวลาเดินแถวนั้นไม่รู้สึกว่าตัวเองอยู่อังกฤษเลย แถบจะไม่เห็นฝรั่งมังค่าเลยค่ะ มีแต่ชาวอินเดีย ปากี ทั้งมุสลิม ซิกส์ ฮินดู


เวลาสองสามชั่วโมงผ่านไปกับการช้อปปิ้ง เรียกได้ว่าเดินกันเมื่อยเลย ที่ชอบเห็นเป็นร้านขายหมาก ตลกดี ชาวอินเดีย ปากี บังกลาเทศ เนี่ยเค้ายังนิยมทานหมากกันอยู่เลยค่ะ บ้านเราก็เลิกทานกันมาหลายสิบปี แต่ก็ยังมีผู้เฒ่าผู้แก่บางท่านที่ยังทานอยู่ ก็ยังพอมีให้เห็นบ้าน

แต่หมากเค้าไม่เหมือนบ้านเรานะค่ะ มีหลายรสชาติ ส่วนมากจะเป็นหมากหวาน แล้วมีกลิ่นหอม คือจะใส่กลิ่นลงไปด้วยในเครื่องปรุง ขายดีด้วย ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกค่ะที่อุตหนุน ก็พวกที่มาด้วยกันนี่แหละ ฮ่าๆ ราคาต่อ คำอยู่ที่ 1 ปอนด์ ก็จะอยู่ราว ๆ 50 บาท ไม่เคยลองหรอกคะ กลัวติดใจ เดี๋ยวกลายเป็นยายละยุ่งเลย เวลาสั่งซื้อ ก็จะเลือกเอาที่เราชอบเค้าจะไปห่อให้ เหมือนซื้อแซนวิชเลย




มีอีกอย่างที่อยากแนะนำ ถ้าได้ไปเที่ยวแถวนั้น อย่าได้ถือสาเลยเชียวเวลาจับจ่ายสินค้า เพราะพ่อค้าแม่ขายเค้าไม่ค่อยจะสุภาพเท่าไหร่ เนื่องจากคนเยอะต่อเยอะ เค้าก็คงปวดหัวน่ะค่ะ พูดกันห้วน ๆ ดิฉันไปครั้งแรก ก็รับไม่ค่อยได้ เพราะพ่อค้าพูดไม่ดี น้องสาวแฟนก็บอกว่า อย่าไปถือสา เพราะแถวนั้นเป็นแบบนี้ ไม่งั้นก็คงไม่ได้ซื้ออะไรกลับไป เค้าก็เป็นแบบนี้เหมือนกันตอนแรก นี่ลองเป็นบ้านเรา แม่ค้าพ่อค้าพูดจาไม่สุภาพอย่าหวังจะได้ตังค์จากลูกค้าเลย ดิฉันคนนึ่งจ้างก็ไม่ซื้อ

แล้วเวลาไปซื้อของที่นั้น ต้องต่อ เกินครึ่งไว้ก่อน พ่อค้าบ่นก็ช่างค่ะ ทำขำ ๆไว้ เดี๋ยวพอเดินหนี ก็ให้ซะงั้น ออกแนวนี้กันหมดเลยค่ะ เวลาซื้อของก็ต้องแอคติ้งไม่อยากได้แล้วก็เดินหนี เดี๋ยวเค้าก็เรียกเองแหละ ฮิๆ ทำมาแล้ว สำเร็จด้วย แต่ก็โดนบ่นหน่อย ๆ

ซื้อของเสร็จเราก็ต้องรีบไปจองร้านอาหาร เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลถือศีลอดร้านอาหารแถวนั้นเค้าไม่รับจองโต๊ะ เราก็ต้องไปก่อนเวลาซักหน่อย แล้วก็ไปนั่งจองกันไว้


โดยรวมวันนั้นก็สนุกดีค่า เป็นย่านการค้าที่ออกจะลูกทุ่งหน่อยแต่ก็แปลกดี เหมือนไปเที่ยวอินเดียเลย ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าอยู่ในอังกฤษเลยซักนิด

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552

จับจ่ายอาหารไทยที่ไบรท์ตัน (Brighton)

จับจ่ายอาหารไทยที่ไบรท์ตัน (Brighton)
เมื่อวานไปซื้อของซะไกลบ้านเลย อยากทานอาหารไทยน่ะค่ะ พอดีมีธุระที่เมือง Brighton อยู่ไม่ไกลจากบ้านเท่าไหร่ขับรถก็ประมาณ 20-30 นาที เมือง Brighton เมืองชายหาดที่มีชื่อเสียงเมืองหนึ่งของอังกฤษ

พอดีค้นหาร้านขายของไทยบนอินเตอร์เน็ตก็พบว่ามีร้านขายของไทยที่นั่น ตาวาวเลย จริง ๆส่วนมากสินค้าที่ใช้ในการปรุงอาหารไทยก็มีขายทั่วไปตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปในอังกฤษ หรือสามารถหาซื้อได้จากร้านขายของเอเชีย แต่จะมีบางอย่างพวก ใบเตย ใบมะกรูด ใบไม้พืชผักต่าง ๆที่หาซื้อไม่ได้ต้องไปร้านไทยโดยเฉพาะ หรือพวกซอสปรุงรสบางอย่าง ส่วนมากดิฉันเน้นพวกใบไม้พืชผักนะค่ะ

เมื่อวานเลยได้มาหลายอย่างเลย ที่สำคัญใบเตยและแป้งข้าวเหนียว คืออยากทานบัวลอยเผือกมาก ๆ ว่าแล้วก็ทำเป็นอาหารหวานหลังละศีลอดซะเลย ดิฉันทำบัวลอยใส่งาเข้าไปด้วย จริง ๆเค้าไม่ใส่กันหรอกค่ะ คือชอบงา ก็ตามในตัวเองซะหน่อย




ปกติเวลาละศีลอดก็จะทานอินทผลัมช่วยให้สดชื่นขึ้นเนื่องจากรสชาติที่หวานแสบไส้ของอินทผลัม อินทผลัม 1 เม็ดให้พลังงานประมาณ 90 กิโลแครอลี่ (ขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดของผล) ถ้าทานตอนเช้าก็อยู่ได้ทั้งวันเลยค่ะโดยไม่ทานอะไร ไม่ค่อยหิวเท่าไหร่เพราะให้พลังงานสูง ช่วยได้เยอะในช่วงถือศีลอดทีต้องอดอาหารในตอนกลางวัน

นอกเหนือจากนั้น พวกอาหารที่ดิฉันทานโดยปกติเวลาละศีลอดก็จะเป็นพวก โรตี แกง หรือข้าว แกง ส่วนมากจะหนักไปทางเครื่องเทศ เพราะแฟนชอบทานเครื่องเทศ ดิฉันก็นั่งคิดถึงอาหารไทย ฮ้อย ๆๆ อยากทาน ๆ พวกเปรี้ยวๆ เผ็ด ๆ ก็สมใจแหละค่ะที่ไปช็อปมาเมื่อวานได้ใบโหรพา ใบกระเพรามาด้วย ฮิๆๆ ผัดกระเพรากับไข่ดาว เคยเรียกเมนูนี้ว่า "เมนูสิ้นคิด" เพราะนึกอะไรไม่ออกก็กระเพราไข่ดาว ตอนอยู่เมืองไทยเวลาแม่บ้านที่ทำงานถามว่าอยากทานอะไรช่วงพักเที่ยง ตอนนี้มาอยู่ไกลบ้านก็ไม่วายที่คิดอยากทานจะทานกระเพราไข่ดาว ได้กลิ่นฉุนของใบกระเพาะ ใบมะกรูด โพรพาแล้วชื่นใจ หุๆ

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เทศกาลถือศีลอด

ห่างหายไปหลายวัน เนื่องจาก ช่วงนี้เป็นช่วงเทศการถือศีลอด อย่างที่ทราบกันค่ะว่ามีการถือศีลอดอาหาร และมีการละศีลในช่วงค่ำ ไม่แค่นั้นค่ะ นอกเหนือจากนี้ ก็จะมีการปฏิบัติธรรมต่าง ๆ ประพฤติดี ปฏิบัติดี ทำดีให้มาก ฝึกฝนขัดเกลาตนเอง ละเว้นความผิดบาปต่าง ๆ

เนื่องจากชาวมุสลิมเชื่อว่า เดือนนี้เป็นเดือนที่พระผู้เป็นเจ้าเปิดโอกาศในการขอลุแก่โทษ และเป็นเดือนที่มากไปด้วยพระเมตตาจากพระองค์ ผู้ที่ฝักใฝ่ความดีงามและความรักจากพระองค์ ก็จะถือโอกาสใช้ชีวิตในเดือนนี้ให้คุ้มค่าที่สุด ทำดีให้มากที่สุด ตัดขาดจากความผิดบาปทั้งหลาย ซึ่งในเวลาหนึ่งเดือน หากตั้งใจฝึกปฏิบัติ ก็จะทำให้กลายเป็นนิสัย จนไม่สามารถกลับไปทำความผิดเดิม ๆได้อีก เรียกได้ว่าเป็นการชำระทั้งร่างกายและจิตใจ

เดือนนี้ได้เห็นตัวตนที่แท้จริงกันเลยล่ะค่ะ คนที่ใฝ่ดีก็จะ หมกมุ่นอยู่กับการฝึกปฏิบัติธรรม ทำดีละชั่ว คนที่ไม่ได้ให้ความสำคัญอะไร ก็ใช้ชีวิตตามปกติ คนเราก็มีทั้งดีไม่ดีปะปนกันไป มีกันทุกศาสนาทุกที่ทั่วโลกแหละค่ะ

ดิฉันรักดีค่ะ ฮิๆ ปีนึงมีหนเดียว จะปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ได้ไง เสียดายแย่ ออกจะธรรมะธรรมโมอยู่เหมือนกัน ก็เลยไม่ค่อยมีเวลามาอัปเดทเท่าไหร อีกอย่างวัน ๆผ่านไปกับการอ่าน ก็เดิม ๆอย่างนี้ทุกวัน ก็เลยยังไม่มีอะไรใหม่มาอัปเดท

ใครอยากลองฝึกฝนดูมั่งก็ได้นะ ลองอดซักวันหนึ่งหรือครึ่งวัน แล้วทำดีสุด ๆ อะไรก็ได้ที่เป็นความดี และละความผิดบาปทั้งหลาย ดิฉันคิดว่ามนุษย์ทุกคนมีอยู่ในสามัญสำนึกอยู่แล้ว ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี เอาแบบพื้น ๆว่ารู้ว่านี่ดี ก็ทำเลย รู้สึกว่านี่ไม่ดีก็ละซะ เนอะ ลองดู

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2552

การแบ่งจิตของมนุษย์ ระดับที่ 4

ระดับที่สี่ เป็นระดับของจิตศักดิ์สิทธิ์ขั้นสุดท้ายซึ่งเป็นของมนุษย์บางจำพวกที่ได้รับความกรุณาพิเศษจากพระเจ้าเท่านั้น มนุษย์ปุถุชนทั่วไปไม่สามารถยกระดับจิตของตนให้มาสู่ระดับนี้ได้ (นัฟซุลมุฎมะอินนะฮฺ) คือจิตสูงสุดระดับสุดท้ายของมนุษย์ทั่วไป

จิตในระดับที่สีหรือจิตที่มีญาณทัศนะ ระดับนี้ เรียกอีกอย่างว่า โลกุตตรจิต หรือ จิตเหนือโลก (over mind) เป็นจิตที่ได้รับการพัฒนาอย่างสูง มีศักยภาพในการรองรับภารกิจใหญ่ๆ ที่มนุษย์คนอื่นไม่สามารถรับได้ โลกุตตรจิต เป็นระดับจิตที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถฝึกฝนจนบรรลุถึงได้ ยกเว้นมนุษย์บางจำพวกที่ได้รับความกรุณาพิเศษจากพระเจ้า เฉกเช่น ท่านเราะซูลลุลลอฮฺ (ซ็อล ฯ) หรือพระศาสดามุฮัมมัดนั่นเอง อัล-กุรอานกล่าวถึง ความหนักแน่นและความสูงส่งของจิตระดับนี้ว่า

لَوْ أَنزَلْنَا هَذَا الْقُرْآنَ عَلَى جَبَلٍ لَّرَأَيْتَهُ خَاشِعًا مُّتَصَدِّعًا مِّنْ خَشْيَةِ اللَّهِ وَتِلْكَ الْأَمْثَالُ نَضْرِبُهَا لِلنَّاسِ لَعَلَّهُمْ يَتَفَكَّرُونَ

หากเราประทานอัล-กุรอานลงมาบนภูเขา แน่นอน เจ้าจะเห็นภูเขานอบน้อม และแตกออกเป็นเสี่ยงเนื่องจากความกลัวต่ออัลลอฮฺ อุปมาเหล่านี้เราได้ยกมาเป็นอุทาหรณ์สำหรับมนุษย์ บางทีพวกเขาจะได้พิจารณาใคร่ครวญ (อัลฮัซรฺ / 21)

โองการบ่งบอกให้เห็นถึงความหนักแน่นแห่ง โลกกุตตรจิต ของท่านศาสดา ซึ่งมีความหนักแน่นยิ่งกว่าภูผา

จิตที่เหนือกว่าโลกุตตรจิตคือ จิตสุดยอด หรือ จิตสูงสุด ที่มิได้ดำรงอยู่ในเชิงโครงสร้างของจิต หรือในฐานะที่เป็นปลายทางของการยกระดับจิต แต่ จิตสุดยอด นี้ดำรงอยู่ในฐานะที่ “ค้ำจุน” ทุกสรรพสิ่งในจักรวาล เอาไว้ จิตสุดยอด หรือ จิตสูงสุด นี้ จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ธรรมจิต หรือจิตแห่งพระเจ้า หรือรูฮุลลอฮฺ นั่นเอง ซึ่งไม่มีจิตใดหรือสิ่งใดสูงส่งไปกว่าพระองค์ ดังที่กล่าวว่า ลาอิลาฮะ อิลลาฮุ หรือ ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์อัลลอฮฺ)

โลกุตตรจิต คือตัวแทนของ จิตสุดยอด ที่ปรากฏแก่มนุษย์ปุถุชนผู้ยังไม่รู้ และยังไม่บรรลุในฐานะที่เป็น “ธรรมะ”

จิตสุดยอด สัมพันธ์และเข้ากระทำต่อ โลกของปุถุชน โดยผ่าน โลกุตตรจิต เพราะปุถุชนไม่อาจทนทานต่อการรับพลังโดยตรงจาก จิตสุดยอด หรือ จิตสูงสุด ที่เจิดจ้ายิ่งกว่าแสงอาทิตย์พันดวงได้ จิตสูงสุด จึงต้องเข้ากระทำโดยผ่านการกลั่นกรองจาก โลกุตตรจิต เสียก่อน มนุษย์ปุถุชนสามารถรับ “พลัง” เพื่อกระตุ้นให้เกิดพลวัตแห่งวิวัฒนาการทางจิตได้ โดยการปฏิบัติธรรมการเจริญสมาธิภาวนา และการบำเพ็ญเพียรทางจิตอย่างบูรณาการ ซึ่งจะไปพัฒนาศักยภาพทางจิตวิญญาณที่แฝงอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคนอีกทีหนึ่ง

ศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) กล่าวเสมอว่า มนุษย์ที่ปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิภาวนาและบำเพ็ญเพียรทางจิตจะสามารถยกระดับจิตไปสู่การมี จิตศักดิ์สิทธิ์ได้

การแบ่งจิตของมนุษย์ ระดับที่ 3

ระดับที่สาม เป็นระดับของจิตศักดิ์สิทธิ์ที่สูงส่งยิ่งขึ้นไปอีก โดยเป็นกระบวนการที่พัฒนาต่อมาจากระดับ จิตใจกระจ่างแจ้ง ระดับนี้ เรียกว่า การมี ญาณทัสนะ จิตที่มี ญาณทัสนะ เป็นผลมาจากการที่จิตสำนึกของผู้นั้น สามารถเข้าถึงและเชื่อมต่อกับมิติขั้นสูงจนสามารถได้รับความรู้และข่าวสารจาก ภูมิปัญญาอมตะ ได้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เมื่อเทียบกับจิตในระดับ จิตใจสูงส่ง และ จิตใจกระจ่างแจ้ง

จิตในระดับที่มี ญาณทัสนะ นี้ จึงสามารถเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพให้แก่ “จิตศักดิ์สิทธิ์” หรือพระผู้เป็นเจ้าได้ แม้จะยังไม่ใช่เครื่องมือที่ดีที่สุดก็ตาม อนึ่ง จิตที่มีญาณทัสนะ เป็นจิตที่มีพลังพิเศษอยู่ 4 ประการคือ

พลัง ในการเห็นความจริงหรือสัจธรรมหรือที่เรียกว่า อิลมุลยะกีน
พลัง ในการได้รับแรงบันดาลใจหรือการดลจากพระเจ้าในบางครั้ง หรือที่เรียกว่า การอิลฮาม นั่นเอง
พลัง ในการเข้าใจความหมายของเรื่องราวได้โดยพลัน หรือในปรัชญาอิสลามเรียกว่า อัลอิลมุล ฮุฎูรี เป็นภาพหรือแก่นแห่งวิชาการที่ปรากฏขึ้นเองโดยปราศจากการเรียนรู้ หรือได้รับการถ่ายทอดจากผู้ใด หากแต่เป็นผลพวงที่เกิดจากการฝึกฝนตนเองไปตามระดับขั้น ยิ่งออกห่างจากความผิดหรือบาปกรรมมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเข้าใกล้สัจธรรมความจริงมากเท่านั้นหรือเรียกอีกอย่างว่า อัยนุลยะกีน
อัล-กุรอาน สำทับเรื่องนี้ว่า สูเจ้าจงสำรวมตนต่ออัลลอฮฺ แล้วพระองค์จะสอนทุกสิ่งแก่เจ้าاتقو الله يعلم كم الله ยังจะมีผู้ใดที่สามารถสอนสั่งวิชาการการได้ดีเยี่ยมไปกว่าอัลลอฮฺ (ซบ.) อีก ขณะที่พระองค์ทรงเป็น อะลีม อะลากุลลิชัย ความรอบรู้ของพระองค์กับซาต (อาตมัน) ของพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกัน ขณะที่ความรู้ของเรากับซาต (ตัวตน) ของเรามิได้เป็นหนึ่งเดียวกัน
พลัง ในการเข้าใจความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงซึ่งกันและกันอย่างซับซ้อน หรือที่เรียกว่า การมองเห็นทุกสิ่งด้วยตาใจ ไม่ใช่ตาเนื้อ หรือมองเห็นทุกสิ่งด้วยตาปัญญา มิใช่ตาแห่งผัสสะ ซึ่งเรียกพลังในส่วนนี้ว่า ฮักกุลยะกีน หมายถึงมองเห็นสัจธรรมทุกประการของทุกสรรพสิ่ง
การที่เขาสรรสร้างความดีเนื่องจากมองเห็นสัจธรรมแห่งความดีงามนั้น และการที่เขาหลีกเลียงไม่กระทำบาปหรือความผิดทั้งปวง เนื่องจากมองเห็นสัจธรรมแห่งความชั่วนั้นนั่นเอง

ดังที่ ท่านอะลี แบ่งการอิบาดะฮฺ ของปวงบ่าวไว้ 3 ประเภท กล่าวคือ การอิบาะฮฺของพ่อค้า การอิบาดะฮฺของทาส และการอิบาดะฮฺของบ่าวผู้เป็นอิสระ ซึ่งการอิบาดะฮฺของบ่าวอิสระหมายถึง ไม่ว่าพระองค์จะให้รางวัลตอบแทนหรือไม่ ข้าพระองค์ก็ขออิบาดะฮฺต่อพระองค์ เนื่องจากความรักและความคู่ควรในการเป็นพระเจ้าของพระองค์ หรือแม้แต่พระองค์จะไม่หลงโทษผู้ฝ่าฝืนคำสั่ง ข้าพระองค์ก็ขออิบาดะฮฺต่อพระองค์อยู่ดี เนื่องจากเหตุผลเดียวกัน

ดังนั้น จิตในระดับที่สามนี้เรียกว่า (นัฟซุลมุฎเฎาะมะอินนะฮฺ) เป็นจิตที่สงบมั่น ณ พระผู้เป็นเจ้า เป็นจิตที่พระผู้เป็นเจ้าทรงรักและเรียกร้องให้กลับคืนสู่พระองค์ตลอดเวลา ดังที่อัล-กุรอานกล่าวว่า

أَيَّتُهَا النَّفْسُ الْمُطْمَئِنَّةُ ارْجِعِي إِلَى رَبِّكِ رَاضِيَةً مَّرْضِيَّةً . فَادْخُلِي فِي عِبَادِي وَادْخُلِي جَنَّتِي

โอ้ ดวงชีวิตที่สงบมั่นเอ๋ย จงกลับมายังพระผู้อภิบาลของเจ้า ขณะที่เจ้ามีความยินดี (ในพระองค์) และเป็นที่ปิติ (ของพระองค์) ฉะนั้น จงเข้ามาอยู่ในหมู่ปวงบ่าวของข้าเถิด. และจงเข้ามาอยู่ในสรวงสวรรค์ของข้าเถิด

การแบ่งจิตของมนุษย์ ระดับที่ 2

ระดับที่สอง เป็นระดับ ที่สูงส่งยิ่งขึ้นไปอีก โดยเป็นกระบวนการที่พัฒนาต่อมาจากระดับ จิตใจสูงส่ง ระดับนี้ โดยหลักการเรียกว่าการมีจิตใจกระจ่างแจ้ง หรือนัฟซุลเลาวามะฮฺ
ความแตกต่างระหว่างจิตระดับที่หนึ่งกับที่สองนั้นคือ

ในขณะที่ จิตใจสูงส่ง เป็น ใจที่มีความคิดสูงส่ง แต่ จิตใจกระจ่างแจ้ง กลับเป็น จิตใจที่สว่างแจ้งทางจิตวิญญาณ จิตใจกระจ่างแจ้งนี้มิได้ทำงานด้วยความคิด แต่ทำงานด้วย นิมิต ที่ผุดขึ้นมาในจิตใจของผู้นั้นอย่างเป็นไปเอง ความคิด ในจิตใจระดับนี้ทำหน้าที่แค่เป็นผู้ช่วยตัวหนึ่งในการแสดงออกซึ่ง ความปราดเปรื่อง ของคนผู้นั้นเท่านั้น

ขณะที่จิตใจของสามัญชนอาจจะพึ่งพาความคิดเป็นหลัก และหลงผิดคิดว่าความคิดเป็นกระบวนการสูงสุด หรือกระบวนการหลักในการเข้าถึงความรู้ แต่ในจิตใจระดับนี้ ความคิด กลับเป็นเรื่องรองๆ เมื่อเทียบกับ ความสว่างแจ้ง และ ความปราดเปรื่อง ในการเข้าถึงความรู้ของคนผู้นั้น หรือเรียกอีกอย่างว่า จิตที่ได้รับทางนำหรือการชี้นำพิเศษจากพระเจ้า แต่ก็มิได้หมายความว่าทุกคนจะได้รับ ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลและความประพฤติของเขา

บทความดี ๆ มีมาฝากผู้ศรัทธา (แนวทางที่ถูกต้อง)

ไปอ่านเจอบทความนี้จากบล็อกเกอร์ www.abuisraphil.blogspot.com อ่านแล้วก็อดที่จะนำมาเผยแพร่ไม่ได้ รู้สึกว่าสำหรับตัวเองบทว่านี้โดนสุด ๆ ไม่รู้ว่าใช้คำว่าอะไร เรียกว่าโดนสุด ๆ แล้วกันค่ะ

อยากให้เป็นข้อเตือนใจ แก่ผู้ขัดเกลาตนเอง ผู้รักดี ผู้แสวงหาแนวทางที่ถูกต้อง ให้ใช้บทความนี้เตือนใจ น่าจะช่วยได้เยอะเลยทีเดียว

ท่านนบีกล่าวว่า
"วาทะที่ประเสริฐยิ่งคือพระดำรัสของอัลลอหฺ
สายเชือกที่แข่งแกร่งที่สุดคือการยำเกรงต่ออัลลอหฺ
หนทางที่แข็งแกร่งที่สุดคือการตัดขาดจากโลก
ศาสนาที่ประเสริฐที่สุดคือศาสนาแห่งอิบรอฮีม
และแนวทางที่ประเสริฐที่สุดคือแนวทางของมุฮัมมัด
การพูดที่ประเสริฐที่สุดคือการรำลึกถีงอัลลอหฺ
กิจการที่ประเสริฐที่สุดคือจุดจบของมัน
ความเลวร้ายที่สุดของกิจการศาสนาคือการอุตริของมัน
ทางนำที่ประเสริฐที่สุดคือทางนำของเหล่านบี
แล้วการถูกสังหารที่ประเสริฐที่สุดคือการถูกสังหารของเหล่ามรณสักขี
ความหลงผิดที่เลวร้ายยิ่งคือความหลงผิดหลังจากทางนำ
และทางนำที่ประเสริฐที่สุดคือทางนำของที่ถูกปฏิบัติ
และความมืดบอดที่เลวร้ายที่สุดคือความมืดบอดของจิตใจ
มือ(ผู้ให้)ที่อยู่บน ประเสริฐกว่ามือ(ผู้รับ)ที่อยู่เบื้องล่าง
การเสียใจที่เลวร้ายที่สุดคือการเสียใจในวันฟื้นคืนชีพ เพราะจะไม่มีการให้อภัย และไม่มีการยกโทษ
ผู้คนที่เลวร้ายที่สุดคือพวกที่เข้าหาพรรคพวกด้านหลัง (หักหลังหรือพูดลับหลัง)
ความร่ำรวยที่ประเสริฐที่สุดคือความร่ำรวยของใจ
หัวของปัญญาคือความยำเกรงต่ออัลลอหฺ
การร้องไห้โวยวายเป็นการกระทำของอานารยสมัย
การหลอกลวงเป็นถ่านแห่งไฟนรก
บทกวีเป็นบทสรรเสริญของชัยฏอน
สุราเป็นสิ่งรวบรวมความชั่วทั้งมวล
สตรีเป็นบ่วงบาศก์ของชัยฏอน
ความเยาว์วัยเป็นความบ้าสาขาหนึ่ง
การทำมาหากินที่เลวร้ายคือการทำมาหากินกับการผิดประเวณี
การกินที่เลวร้ายที่สุดคือการกินทรัพย์สินของลูกลูกกำพร้า
คนโชคดีคือผู้ที่รับบทเรียนจากคนอื่น
คนโชคร้ายคือผู้โชคร้ายตั้งแต่อยู่ในท้องแม่
สิ่งใดที่จะมามันก็ใกล้ทั้งนั้น
ความดีมีมากมาย แต่คนที่จะทำความดีมีน้อย
การรู้สึกเพียงพอคือทรัพย์ที่ไม่มีวันสิ้น
พวกเธอที่ประเสริฐที่สุดคือผู้ที่มีอายุยืนและมีผลงานที่ดี
การมีคุณสมบัติดีงามเป็นความจำเริญ
การเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างญาติจะเพิ่มพูนทรัพย์สิน และผ่อนผันอายุให้ยืนยาว
การด่าทอศรัทธาชนเป็นการละเมิด การสังหารศรัทธาชนเป็นการปฏิเสธศรัทธา และทรัพย์สินของเขาเป็นที่ต้องห้ามเช่นเดียวกับโลหิตของเขา"

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ไปร่วมงานแต่งงาน แบบชาวบังกลาเทศ

วันนี้ต้องไปร่วมงานแต่งของทางญาติฝ่ายสามี ตื่นเต้นมาก ก็อยากเห็นกับตามเหมือนกันว่าเค้าจัดงานกันยังไง

พอไปถึงในงาน ตื่นเต้นสุดๆ ชอบมาก ๆ หันไปทางไหน ก็มีแต่คนเค้าแต่งตัวสวย ๆ ส่วนมากจะแต่งชุดซาหรี่กัน คือเรียกได้ว่าเต็มยศเลย ตั้งชุดทั้งเครื่องประดับ สวยแบบสาวภารตะ ก็จะเหมือนกับชาวอินเดีย แต่วิธีการจัดงานจะแตกต่างไป เนื่องจาก ชาวอินเดียส่วนมากจะนับถือศาสนาฮินดู แต่ชาวบังกลาเทศจะนับถือศาสนาอิสลาม จึงมีพิธีการที่แตกต่างไปบ้าง

หลังจากเคลิ้มกับการนั่งมองชาวบ้าน ก็ได้ยินเสียเค้าตะโกนโหวกเวก ไอ้เราไม่รู้เรื่องตกใจ วิ่งไปดู อ้อ เจ้าสาวกับเจ้าบ่าว มาถึงในงาน เห็นแล้วก็ โห.... เค้าลงทุนมาส่งเจ้าสาวกับเจ้าบ่าวด้วยรถลีมูซีน ยาวบื๊ด อย่างกับรถบัส พอเจ้าสาวลงจากรถ ก็โห.... อีกรอบ ชุดสวยมาก ๆ หรูหรา สุด ๆ เจ้าสาวมาในชุดสีแดงสดพร้อมกับเครื่องประดับเต็มยสแบบเจ้าสาวอินเดีย ตั้งแต่หัวจรดเท้าเลย

แต่สังเกตสีหน้าเจ้าไม่ยิ้มเลย เป็นบ้านเราเหรอ แฉ่งเลย ... ยิ้มแฉ่ง คงนึกภาพออก ไอ้เราก็คิดไปเองว่า โดนบังคับแต่งงานป่าวเนี่ย ทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาวเลย

งานก็ดำเนินไปเรื่อยๆ เจ้าบ่าวก็นั่งอยู่ชั้นล่าง เจ้าสาวนั่งอยู่ชั้นบน หลังจากทำพิธีแต่งงาน ญาติก็จะถยอยถ่ายรูปกับเจ้าบ่าวเจ้าสาว เค้ายังไม่นำทั้งคู่มานั่งด้วยกันนะคะ โน่นใกล้เลิกงาน ถึงจะส่งเจ้าสาวลงมานั่งอยู่ชั้นล่างกับเจ้าบ่าวและญาติ

ดิฉันอยู่จนงานเลิกเลยค่ะ ตอนท้ายได้บทสรุปว่าทำไมสองคนหน้างอจังเลย พองานใกล้เลิก ก่อนจะมีการส่งเจ้าสาวกับเจ้าบ่าวขึ้นรถ ก็จะพาเจ้าสาวลงมาชั้นล่าง ทำพิธีจดทะเบียน และเจ้าบ่าวก็คล้องพวกมาลัย ให้เจ้าสาวหลังเซ็นต์จดทะเบียนกัน เท่านั้นแหละ ร้องไห้กันเหมือนกับจะขาดใจ

ดิฉันก็ถามญาติ ๆว่าร้องกันทำไม ส่วนมากจะเป็นพ่อแม่พี่น้องที่สนิทกันน่ะค่ะที่ร้องไห้ คือวันแต่งงานจะเป็นวันที่เจ้าสาวเศร้ามาก ๆ เพราะจะต้องจากบ้านไปอยู่กับคนอื่น คือเท่ากับยกลูกให้คนอื่นไปเลยน่ะค่ะ นาน ๆจะได้กลับมาเยี่ยมบ้านซักที ส่วนเจ้าสาวก็จะต้องไปปรนิบัติพ่อแม่สามี เสมือนพ่อแม่ของตนเอง

เฮ้อ... ผ่านไปอีกวันได้รู้ได้เห็นชาวบังกลาเทศเค้าแต่งงานกันแบบนี้เอง หรือบางคนอาจจะมีอะไรที่แตกต่างไป ดิฉันก็ทราบเหมือนกัน ก็เพิ่งจะเห็นงานแรกนี่แหละค่ะ เลยนำมาเล่าสู่กันฟัง

วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ไปร่วมงานเมนดี (เพ้นท์ลายเฮนนาบนมือ)

No Pastry Apple & Almond Tart

Cheese Cake



Cheese Cake


Cheese Cake
ชีสเค้กที่ทำทั้งหมดสูตรเดียวกันหมดเลยค่ะ แค่แต่งหน้าให้ดูต่างกัน



Custard Fruits Tart

วันนี้หมดวันไปกับการเตรียมทำขนม และเตรียมเสื้อผ้า เพื่อไปร่วมงาน เมนดี เป็นงานที่ชาวบังกลาเทศเค้าเขียนลวดลายบนมือด้วยเฮนนา (ใบเทียน) ให้เจ้าสาว ก่อนวันแต่งงานน่ะค่ะ เสื้อผ้าที่จะต้องเตรียมใส่ในวันนั้น คือชุดซาหรี ชุดประจำชาติของชาวอินเดีย บังกลาเทศ คือถ้ามีงานมงคล งานปาร์ตี้ทุกคนก็จะแต่งชุดซาหรีกัน ซึ่งดิฉันเองก็หลีกเลี่ยงไม่ได้จะต้องแต่งตามชาวบ้านเค้าเหมือนกัน
ตอนแรกก็กลัวมากเลยค่ะ พันไม่เป็นอ่ะค่ะ กลัวไปหลุดกลางงาน แต่ดีที่แฟนอุตส่าห์ ส่งไปให้ช่างเค้าตัดเย็บเป็นซาหรีสำเร็จรูปให้ เฮ้อ ...รอดไป ช่วงนี้น้ำหนักขึ้นด้วย ถ้าพันไม่เก่งจะดูอ้วนตุ๊บเลยอ่ะค่ะ พันไปพันมา กลายเป็นเข้าต้มมัดล่ะแย่เลย... ฮ่าๆๆ


ส่วนขนมผู้ร่วมงานจะเตรียมไปเหมือนเป็นของติดไม้ติดมืออะไรเงี่ยค่ะ ให้ทางฝ่ายเจ้าสาว ก็จะมีการติดชื่อตกแต่งถาดให้สวยงาม เรียกว่าได้อวดกันเลยล่ะค่ะ
ดิฉันคิดว่าคนอื่นน่าจะทำเป็นขนมแบบพื้นเมือง คือถ้าบ้านเราก็คงเป็นพวกทองหยิบทองหยอดอะไรพวกนี้อ่ะค่ะ ดิฉันก็เลยเลือกทำเป็นพวก เค้กบาร์ และทาร์ตผลไม้ จะได้ดูมีสันสันแปลกตากว่าชาวบ้านเค้าหน่อย ไม่รู้แหละ สู้ตายเหมือนกัน...แฮะๆๆ (อวดมั่ง)

ได้ออกมาเป็นพวกที่เห็นข้างบนแหละค่ะ พยายามลากรูปให้มันลงมาข้างล่างมันไม่ยอมลงอ่ะค่ะ เลยทำอีกวิธีก็อปปี้ข้อความให้ไปอยู่ข้างบน ก็ไม่ยอมก๊อปให้ ก็เลยจำใจ เอารูปขึ้นไปอวดก่อนซะเลย
ใครสนใจสูตรขนมพวกนี้ รอซักหน่อยนะค่ะ วันนี้เขียนตอนดึกแล้ว ก็เลย ออกแนวขี้เกียจซักหน่อย ไว้วันหน้า จะรีบมาโพสสูตรทันทีค่ะ

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ได้ออเดอร์แล้วเย้...

วันนี้มีออเดอร์เค้กเข้ามาแล้วดีใจจัง ก็เลยได้โชว์ฝีมือซะเลย ได้เค้กออกมาหน้าตาแบบนี้





กว่าจะทำเสร็จแทบเป็นลม คือกลัวจะพลาดน่ะค่ะครั้งแรก ปกติจะทำเพื่อการกุศล วันนี้ทำขายก็เลยเกร็งไปหมดเลย
ตัวเค้กเป็น chiffon ค่ะ ส่วนครีมเป็น butter cream frosting สูตรหน้าเค้กนี้ ใช้เนยปั่นกับน้ำตาลไอซิ่ง แล้วเติมวิปครีมเข้าไปด้วย อร่อยมาก ๆ

วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2552

แย่แล้วเค้กแปลงร่าง....!!!

หลังจากที่เมื่อวานได้โพสเกี่ยวกับเค้กแต่งงานเอาไว้ ตื่นเต้นและภูมิใจมาก
ปรากฎว่าตื่นเช้ามาก็กะจะไปชื่นชมซักหน่อย ตัวอักษรที่เขียนด้วยไอซิ่งมันละลายอ่ะค่ะ....


ด้วยความที่มือใหม่หัดทำเค้ก ก็เลยได้ประสบการเลยว่า ถ้าแต่งหน้าเค้กด้วยบัตเตอร์ครีม เขียนด้วยไอซิ่งได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าแต่งหน้าด้วย ครีมแบบอื่นที่เหลวกว่า หรือวิปครีม เวลาใช้ไอซิ่งสำเร็จรูปแต่งงาน มันจะละลาย ได้บทเรียนเลย
แต่ไม่เป็นไรค่ะ แต่งหน้าใหม่ซะเลย ได้ออกมาแบบนี้ ทีนี้ แต่งแบบคลาสซิก ไม่เขียนละ เค้กจะหน้าบูดเบี้ยวอีก ฮ่าๆๆ



















วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

องศาฟาเรนไฮ เท่ากับ กี่องศาเซลเซียส

เปลี่ยน องศาฟาเรนไฮน์ เป็นองศาเซลเซียส
32 F--------------------0
212 F--------------------100
250 F--------------------120
275 F--------------------140
300 F--------------------150
325 F--------------------160
350 F--------------------180
375 F--------------------190
400 F--------------------200
425 F--------------------220
450 F--------------------230
475 F--------------------240
500 F--------------------260

คู่มือการอบขนม oven baking guideline.


Cakes
Fruit Cake = 250 ฟาเรนไฮน์ 3-4 ชั่วโมง
Angel Food Cake = 350 ฟาเรนไฮน์ 35-40 นาที
Cup Cakes = 375 ฟาเรนไฮน์ 20-25 นาที
Layer Cake = 350-375 ฟาเรนไฮน์ 25-35 นาที
Loaf Cake = 300-350 ฟาเรนไฮน์ 50-80 นาที



คุกกี้ Cookies
Drop Cookies = 375 ฟาเรนไฮน์8-12 นาที
Ginger Cookies = 375 ฟาเรนไฮน์10-12 นาที
Rolled Cookies = 375 ฟาเรนไฮน์ 6-12 นาที


ขนมพาย Pies
Pie Shell = 450 ฟาเรนไฮน์ 10-12 นาที
Double Crusted Pies:Cooked Filling = 400-450 ฟาเรนไฮน์ 30-45 นาที
พาย คัสตาร์ด Custard Pie = 400 ฟาเรนไฮน์ 25-30 นาที
เมอแรง Meringue = 350 ฟาเรนไฮน์ 12-15 นาที
minutesUncooked Filling = 400 ฟาเรนไฮน์ 40-60 นาที

สุญูด (กราบ) แสดงความเคารพภักดี

وَإِذۡ قُلۡنَا لِلۡمَلَـٰٓٮِٕكَةِ ٱسۡجُدُواْ لِأَدَمَ فَسَجَدُوٓاْ إِلَّآ إِبۡلِيسَ أَبَىٰ وَٱسۡتَكۡبَرَ وَكَانَ مِنَ ٱلۡكَـٰفِرِينَ (٣٤
ซูเราะฮ์ อัลบะกอเราะฮ์ วรรคที่ 34

34. และจงรำลึกถึง ขณะที่เราได้กล่าวแก่มะลาอิกะฮฺว่า พวกเจ้าจงสุยูด แก่อาดัมเถิด แล้วพวกเขาก็สุยูดกัน นอกจาก
อิบลีสโดยที่มันไม่ยอมสุยูด และแสดงโอหัง และมันจึงได้กลายเป็นผู้สิ้นสภาพแห่งการศรัทธา (กาฟิรฺ)

เนื่องจากมันคิดว่ามันดีกว่ามนุษย์มันจึงไม่ยอมสุญูด ตามคำสั่งใช้ของอัลลอฮ์
قَالَ أَنَا۟ خَيۡرٌ۬ مِّنۡهُ‌ۖ خَلَقۡتَنِى مِن نَّارٍ۬ وَخَلَقۡتَهُ ۥ مِن طِينٍ۬ (٧٦
ในซูเราะฮ์ ศอด วรรคที่ 76
76. มันกล่าวว่า “ข้าพระองค์ดีกว่าเขา พระองค์ทรงสร้างข้าพระองค์จากไฟ และทรงสร้างเขาจากดิน

ยังมีอีกหลายบทในกุรอานที่กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ แสดงให้เห็นว่า เพราะความสูงศักดิ์ของมนุษย์นั่นเอง มวลมะลาอิกะฮฺจึงได้สัจดะฮฺต่อ แล้วทำไมมนุษย์ถึงไม่ทำสัจดะฮฺ (กราบ) ต่อพระองค์ ในฐานะพระองค์เป็นพระผู้อภิบาลผู้ทรงสร้างมนุษย์มา หรือเราจะว่าเราดีกว่าอัลลอฮ์ พระผู้สร้างเรามา เหมือนที่อิบลิสบอกว่ามันดีกว่า มนุษย์เหรอ?

เฉพาะคนที่ไม่รู้จักกับพระองค์ หรือผู้ที่ไม่ได้มีศรัทธาในพระองค์ ถึงได้ไม่ยอมแสดงความเคารพ ไม่ยอมกราบกรานพระองค์ ไม่ยอมรับในความเป็นพระเจ้าของพระองค์ไม่ยอมรับในความยิ่งใหญ่ของพระองค์

อ้อแล้วที่ไม่ได้ละหมาด หรือไม่ใส่ใจต่อการละหมาด ก็ต้องคิดเอาเองแล้ว ว่าตัวเองอยู่ในสภาพไหน เป็นคนยโสแบบอิบลิส, หรือว่าเป็นผู้ที่คิดว่าตัวเองดีกว่าอัลลอฮ์, หรือว่าจริง ๆแล้ว ไม่รู้จักพระองค์เลยไม่ได้ศรัทธาด้วยซ้ำ ?

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ขนมปังไม่ง่ายเลย...เฮ้อ..


วันว่างก็นึกอยากทำขนมปังทานเอง เพราะเวลาไปซื้อ ก็จะมีส่วนผสมของไขมันสัตว์ ซึ่งก็ต้องระวังมากเกี่ยวกับอาหารฮะลาล (อาหารที่ได้รับอนุมัติให้รับประทานตามศาสนบัญญัติ) และฮะรอม (ไม่อนุมัติฯ)

แฮะๆ แค่มองก็เดาได้แล้วว่า อย่าให้ตกพื้น พื้นแตกแน่เลย ต้องเก็บไว้ให้ดีเลยค่ะ เพราะอาจเป็นอาวุธได้ ฮ่ะๆๆ
แฮะๆ ..จะว่าไป ก็ไม่ค่อยจะตามสูตรเค้าเท่าไหร่ เค้าให้ใช้แป้งอย่างนึง ไปเอาอีกอย่างมาทำ (ก็มันมีอยู่แล้วนี่น่า) จำไม่ได้ว่าเค้าให้ใส่ยีสต์เท่าไหร่ ก็ซะสองช้อนชา ต่อแป้ง 3 ถ้วย เยอะไปเนอะ เพราะเวลาทำออกมามีกลิ่นยีสต์ด้วย


แหม ... ช่างกล้าเอามาโชว์เนอะ อย่างนี้ก็มีด้วย หุๆ
เฮ้อ ... ไม่ได้กลุ้มเพราะทำออกมาไม่ดีนะค่ะ กลุ้มเพราะต้องทานเองเนี่ยแหละจะทิ้งก็เสียดาย ช่วยด้วย....!!!
คำเตือน!! ห้ามมิให้ผู้ใดลอกเลียนแบบทำซ้ำ แต่ดัดแปลงได้ค่ะ อิๆ


วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ใครคือเพื่อนดี และเลว?

จริง ๆแล้วคนเรา ก็ปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องมีเพื่อน เพราะไม่ได้อยู่ในโลกคนเดียว ต้องอยู่ร่วมกับคนอื่น ๆ โดยส่วนตัวเชื่อว่า คนเราจะมีการลอกเลียนแบบบุคลิก นิสัยใจคอ ซึ่งกันและกัน มันจะถ่ายทอดถึงกันโดยอัตโนมัติ บางคนก็รู้ตัว หรือจงใจเลียนแบบ บางคนก็ไม่รู้ตัวเนื่องจากความใกล้ชิดสนิทสนมจึงได้รับการซึมซับพฤติกรรมไปโดยปริยาย

ตัวเองเชื่ออีกว่า คนแต่ละคนจะมีอิทธิพลซึ่งกันและกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครแรงกว่ากัน เอออ่าน ๆแล้วก็งง ก็บอกไม่ถูกว่าจะอธิบายยังไง เอาเป็นว่าตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีเพื่อนคนนึงที่ชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ ถึงแม้เราจะไม่ชอบเลย แต่ถ้าได้เห็นทุกวัน ๆๆ เกิดการยอมรับว่านั่นเป็นสิ่งที่ดี เมื่อใจยอมรับเมื่อไหร่ ก็จะได้รับการซึมซับ และเริ่มมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง โดยมีการเริ่มสนใจในการอ่าน มันก็จะเพิ่มมากขึ้น ๆ เรื่อย ๆ

ไม่ว่าจะเรื่องไหน ๆลองสังเกตตัวเองดู ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดี

เอาตัวอย่างง่าย ๆ อีกตัวอย่าง บางทีคนคนหนึ่งอาจจะไม่ใช่คนที่ชอบแต่งหน้าเลย แต่เพื่อนรอบด้านเรา แต่งหน้าทุกคน วันนึงเกิดเห็นว่า เออสวยดี เอามั่ง... นั่นแหละคือเรารับพฤติกรรมเค้ามาแล้ว

มีบางครั้งที่เราอาจจะรู้สึกภูมิใจในตัวเองอยู่แล้ว ไม่เคยยอมรับว่าการแต่งหน้าเป็นสิ่งดี คือในใจมีเหตุผลส่วนตัว เช่นอาจคิดว่า แต่งหน้าแล้วอาจจะทำให้เป็นสิว, แก่เร็ว อะไรทำนองนี้ ก็ทำให้ใจปฏิเสธที่จะทำตามพฤติกรรมนั้น ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าบางคนที่คิดตรงกันกับเรา ก็ไม่คิดที่จะแต่งหน้า แบบเราได้เหมือนกัน

ความเห็นส่วนตัวคิดว่า ถ้าใจยอมรับในพฤติกรรมนั้นเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ถือว่าคนที่เป็นต้นแบบพฤติกรรม มีอิทธิพลต่อเราทันที

ซึ่งนี่เป็นเหตุผลนึงที่ทำให้การเลือกคบเพื่อนมีความจำเป็นอย่างมาก ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าเราคบเพื่อนที่ไม่ดี เราก็อาจจะซึมซับพฤติกรรมที่ไม่ดีจากเขา และปัญหาที่จะตามมากอีกมากมาย
แต่ถ้าเราคบเพื่อนดี เราก็จะได้รับ พฤติกรรมที่ดี มิตรภาพที่ดี ความปรารถนาดี ความมั่นคงในความเป็นเพื่อน

มีลักษณะในการเลือกคบเพื่อนโดย ท่าน อิมามอะลีย์ ท่านคือ สาวกผู้ทรงธรรมและเป็นปราชญ์ผู้เลอเลิศ โดยสุนทรโรวาทของท่านเป็นมรดกอันล้ำค่า ตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ท่าน ชะรีฟ อัรรอฏีย์ เป็นผู้รวมรวมสุนทรโรวาทของท่าน ซึ่งโด่งดังในนามของ Peak of Elloquence หรือ นะหฺญุลบะลาฆอหฺ (ยอดโวหาร)

ส่วนหนึ่งจากสุนทรโรวาทของท่านเกี่ยวกับ "มิตรภาพ" ซึ่งเราสามารถเรียนรู้ได้ดังนี้
  • เพื่อนที่แท้จริง เป็นวิญญาณเดียวกันที่อยู่ในเรือนร่างต่างกัน
  • สิ่งใหม่ที่สุดมักดีที่สุด แต่เพื่อนที่ดีที่สุด คือเพื่อนที่เก่าแก่ที่สุด
  • มิตรภาพย่อมได้มาด้วยความสัมพันธ์
  • มิตรภาพคือ ความเป็นพี่น้องที่ใกล้ชิดที่สุด
  • ความสุภาพอ่อนโยน ก่อให้เกิดมิตรภาพ
  • มีความมั่นใจในพวกเขาทั้งหลาย แล้วท่านจะมีความสุขในมิตรภาพของพวกเขา
  • ใช้ชีวิตของท่านเองอย่างอิรสะกับเพื่อนฝูงของท่าน แต่อย่าไปละทิ้งเขา เพราะท่านหวังจะอยู่อย่างสงบตามลำพังตนเอง
  • ผู้ใดก็ตามที่ละทิ้งเพื่อนเพราะความผิดเพียงเล็กน้อย ก็จะเสี่ยงที่จะอยู่อย่างปราศจากเพื่อน
  • อย่าลืมที่จะให้เกียรติในสิทธิต่าง ๆ ของเพื่อนของท่านบนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนที่สนิทชิดชอบ เพราะถ้าเขาหยุดเป็นของของท่าน ท่านก็จะเหยียบย่ำในสิทธิต่าง ๆ ของเขาทันที
  • คนแปลกหน้า คือคนที่ไม่เคยมีเพื่อน
  • ไม่ต้องแสวงหาที่จะมีเพื่อนมากเกินไป เพราะการทอดทิ้งเพื่อนคนนี้หรือคนนั้น ย่อมจะสร้างศัตรูให้แก่เขา เพื่อนฝูงก็เหมือนไฟ ถ้ามากเกินไปก็เผาไหม้ ฉะนั้นเพียงน้อยคนย่อมเป็นคุณประโยชน์
  • จงอย่าเลือกเอาศัตรูของท่านมาเป็นเพื่อนของท่าน
  • จงอย่าเป็นเพื่อนคนโง่ เขาจะทำให้ท่านเดือดร้อน ถึงแม้สิ่งที่เขากระทำนั้นดูว่าจะเป็นประโยชน์ก็ตาม
  • มิตรที่ชั่วที่สุดก็คือ ผู้ที่ยกยอปอปั้นท่านและแต่งแต้มสีสรรความชั่วของท่านให้เป็นสิ่งที่ดีงาม
  • ถ้าหากมิตรผู้หนึ่งที่จริงใจแต่ภายหลังพบว่าเขาเป็นผู้ทรยศคดโกงก็ย่อมเป็นความง่ายดายที่จะตัดสัมพันธ์กับเขา
  • มีมิตรที่จริงแท้ตั้งจำนวนเท่าใดแล้วที่ทำให้ผู้หนึ่งต้องปวดร้าวโดยมิได้ตั้งใจ
  • บุคลลผู้นั้นย่อมมิใช่เพื่อนของท่าน ถ้าหากท่านยังต้องการคนกลางมาทำการไกล่เกลี่ย ระหว่างเขากับท่าน
  • ถึงแม้ท่านจะมอบโลกทั้งใบ มันก็ยังไม่เป็นการเพียงพอที่จะเอาชนะในมิตรภาพของผู้กลับกลอกให้กับท่านได้
  • ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ผู้หนึ่งย่อมสามารถบอกได้ว่าใครเป็นมิตรใครเป็นศัตรู
  • เพื่อนที่เวลาที่สุดก็คือ ผู้ที่ไปมาหาสู่กับท่านยามรุ่งเรือง และละทิ้งท่านในยามตกอับ
  • ถ้าหากเพื่อนคนหนึ่งอิจฉาท่าน ดังนั้นเขาก็มิใช่เพื่อนที่แท้จริง
  • ผู้หนึ่งยังมิอาจพิจารณาให้เป็นเพื่อนได้จนกว่าจะได้ทำการทดสอบเขาด้วยกันสามโอกาสนั้นคือ ในยามจำเป็นเมื่อยู่ลับหลังท่าน และเมื่อภายหลังจากที่ท่านตายแล้ว
  • บรรดาผู้ที่มองหาท่านในยามรุ่งเรืองย่อมละทิ้งท่านในยามขัดสน
  • พี่น้องของท่านก็คือ ผู้ที่เขาช่วยเหลือท่านเมื่อท่านตกอยู่ในความลำบาก
  • มันมีบ่อยครั้งสักขนาดไหน ที่คนรักและชอบพอกันคู่หนึ่งถ้าหากเขาจะแยกทางกันก็ยังจะดีเสียกว่า
  • จงออกห่างจากการคบหากับคนไม่ดีเพราะเขาจะชักนำท่านให้เป็นเช่นเดียวกับเขา และตราบใดที่ยังครอบงำท่านให้เป็นเช่นเขาไม่ได้ เขาจะไม่เลิกคบกับท่าน
  • จงออกห่างจากเพื่อนที่ไม่ดี เพราะเขาจะขายท่านด้วยราคาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
  • เพื่อนที่ดีที่สุดของท่านคือ เพื่อนที่ชี้นำให้ทำในสิ่งที่ดีงาม

คิดว่านี่คงเพียง ที่จะเป็นข้อคิดแนวทางในการเลือกคนเพื่อน สำหรับทุก ๆ คน

วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เราคือผู้ศรัทธา?

وَمِنَ ٱلنَّاسِ مَن يَقُولُ ءَامَنَّا بِٱللَّهِ وَبِٱلۡيَوۡمِ ٱلۡأَخِرِ وَمَا هُم بِمُؤۡمِنِينَ (٨) يُخَـٰدِعُونَ ٱللَّهَ وَٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ وَمَا يَخۡدَعُونَ إِلَّآ أَنفُسَهُمۡ وَمَا يَشۡعُرُونَ (٩) فِى قُلُوبِهِم مَّرَضٌ۬ فَزَادَهُمُ ٱللَّهُ مَرَضً۬ا‌ۖ وَلَهُمۡ عَذَابٌ أَلِيمُۢ بِمَا كَانُواْ يَكۡذِبُونَ (١٠) (al-baqarah)

And of mankind are some who say: We believe in Allah and the Last Day, when they believe not. (8)

They think to beguile Allah and those who believe, and they beguile none save themselves; but they perceive not. (9)

In their hearts is a disease, and Allah increaseth their disease. A painful doom is theirs because they lie (10) (al-baqarah)

(8) และจากหมู่ชนนั้น มีผู้กล่าวว่า เราได้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และวันปรโลกแล้ว ทั้ง ๆ ที่พวกเขาหาใช่เป็นผู้ศรัทธาไม่

(9)เขาเหล่านั้นต่างหลอกลวงอัลลอฮฺ และบรรดาผู้ที่ศรัทธา และพวกเขาหาได้หลอกลวงใครไม่ นอกจากตัวของพวกเขาเองเท่านั้น แต่พวกเขาไม่รู้สึก

(10) ในหัวใจของพวกเขามีโรคอย่างหนึ่ง แล้วอัลลอฮฺได้ทรงเพิ่มโรคอีกอย่างหนึ่ง ให้แก่พวกเขา และพวกเขาจะได้รับการนลงโทษอันเจ็บแสบเนื่องจากการที่พวกเขากล่าวเท็จ

อ่านแล้วก็นั่งคิดว่า เอ... เรานี่เข้าข่ายรึเปล่า? ขออัลลอฮ์คุ้มครองให้พ้นจากการเป็นโรคในหัวใจดังที่พระองค์ทรงประณาม

ถ้าบอกว่าตัวเองศรัทธาแล้วทำตามคำสั่งใช้ของพระองค์อย่างครบถ้วนรึเปล่า?
ถ้าบอกว่าตัวเองศรัทธาแล้วทุกวันนี้ประพฤติตัวอย่างไร?
ทำตามบทบัญญัติบางอย่างแล้วไม่ทำอีกอย่าง อย่างนี้หรือเชื่อฟังศรัทธา?
คิดซิว่าตัวเองเข้าข่ายการถูกประณามรึเปล่า ?

พระองค์ทรงรอบรู้ถึงความบริสุทธิ์ใจ ความสับสนในหัวใจ ความอ่อนแอ ขอได้ทรงโปรดช่วยเหลือ ข้าพระองค์ขาดการช่วยเหลือจากพระองค์ไม่ได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว